มารไม่มี บารมีไม่เกิด

“เค้าขาดจริงๆ”

เป็นประโยคที่น้องชายใช้อธิบายให้เพื่อนฟังถึงสภาพบนดอยที่เราเพิ่งลงมา

เรื่องทั้งหมดมันเริ่มมาจากตลอดหลายปีที่ผ่านมาม๊ากวางได้ไปร่วมทริปทำบุญกับพระอาจารย์สว่าง กัลยาโณ เป็นทริปที่จะขับรถไปตามวัดต่างๆ ในเขตทุรกันดาร เพื่อตั้งกองผ้าป่าหรือกฐินเพื่อหาปัจจัยเข้าไปบำรุงวัดเหล่านั้น โดยจะไปกันทีเกือบสิบวัน ขับรถตามกัน 20–30 คัน การเที่ยวทำบุญลักษณะนี้พวกผู้ใหญ่รุ่นแม่เค้าชอบกันจริงๆ นะคะ

แล้วเมื่อสักสองปีที่แล้วหลวงพ่อได้พาคณะไปทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพื่อสร้างศาลาอเนกประสงค์ให้กับหมู่บ้านชาวดอยแห่งหนึ่ง ในคราวนั้นก็มีครูใหญ่ตำรวจตระเวนชายแดนคนนึงได้ยินเรื่องเกี่ยวกับคณะทัวร์บุญที่มาลงขันกันสร้างศาลา ก็เลยขับรถออกมาจากดอยที่อยู่ลึกเข้าไป เพื่อออกมาขอความช่วยเหลือจากหลวงพ่อ

ครูตชด.คนนั้นเอารูปอาคารเรียนที่อยู่ในความดูแลของครูมาให้ดูซึ่งมันทั้งเก่า ทรุดโทรมและผุพังมาก แล้วหลวงพ่อก็เลยเอามาเล่าให้ม๊าเราฟัง

ม๊าเราที่ตลอดชีวิตก็ทำบุญกับวัด โรงพยาบาล ให้ทุนการศึกษาเด็ก และอื่นๆ มามากแล้ว แต่ยังไม่เคยสร้างโรงเรียน ก็เกิดความคิดว่าอยากจะสร้างโรงเรียนขึ้นมา เลยเอามาคุยกับเรากับน้อง จริงๆ ก็คือบอกกล่าวพอเป็นพิธีเพราะกลัวลูกจะมาว่าทีหลัง แล้วก็คงอยากจะได้กำลังใจว่าจะทำเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ต้องช่วยม๊านะ

ว่ากันตามจริงแล้วเรากับน้องออกจะชอบให้ทำบุญแบบนี้มากกว่าไปทำบุญกับวัดเสียอีก เพราะยิ่งช่วงหลังที่ที่บ้านหันมาอุปัฏฐากพระสายวัดป่าก็ยิ่งเห็นว่าท่านไม่ได้ต้องการอะไรเลย เพราะมีหลายครั้งที่เราถวายปัจจัยหรือสิ่งของไปแล้วท่านเอาไปบริจาคต่อให้คนที่ขาดแคลนมากกว่า
และเราเชื่อว่าการศึกษามันช่วยให้คนๆ หนึ่งมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริงๆ เรากับน้องก็เลยไม่ขัดข้อง พร้อมสนับสนุนมากกว่าครั้งไหนๆ

จากวันนั้นผ่านไปปีกว่าๆ เรื่องของทางราชการก็ดำเนินการช้าจนม๊าก็นึกว่าจะไม่ได้สร้างซะแล้ว จนวันนึงที่ทางตชด.จัดการเอกสารภายในได้เรียบร้อย เค้าก็ยกโขยงกันมาที่บ้านเราเพื่อมาเซ็นสัญญาการก่อสร้าง เราเลยได้รู้ว่ามีบางครั้งที่ทางเอกชนออกปากว่าจะสร้างโรงเรียนหรือทำโครงการอะไรสักอย่างให้ทางตชด. แต่สุดท้ายทำไม่เสร็จ ทางนั้นก็เลยค่อนข้างกังวล

วันนั้นที่มีการเซ็นสัญญาทางกระดาษมันก็เหมือนได้เกิดเป็นสัญญาใจกับทางเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มาแล้วว่า โอเคนะ ครอบครัวเราทุกคนจะช่วยกันทำมันให้เสร็จ

ผ่านมาอีกแปดเดือนโรงเรียนบ้านห้วยมะโอก็เสร็จสมบูรณ์แล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาพระอาจารย์สว่างผู้เป็นสะพานบุญ ครอบครัวกวาง ญาติๆ และกัลยาณมิตรก็ได้เดินทางไปเยี่ยมชมโรงเรียน ได้ทำอาหารกลางวันเลี้ยงเด็กๆ และผู้ปกครองรวมแล้วกว่าร้อยคน พร้อมกับเอาของไปบริจาคด้วย

โรงเรียนบ้านห้วยมะโอ จ.แม่ฮ่องสอนนี้อยู่ลึกมากๆ ถ้าเดินทางด้วยรถยนต์ก็น่าจะราวๆ 4–5 ชั่วโมง (ขาเดียว) ซึ่งทางตชด.ก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้ ทำให้เราได้นั่งฮ. ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นครั้งแรก ตอนแรกก็หวาดๆ อยู่เหมือนกันแต่พอคิดได้ว่าไปกับพระก็เลยสบายใจ 😌

ได้ไปพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตชด. ระดับผู้ใหญ่เลยได้รู้เป็นครั้งแรกว่าตชด. ไม่มีงบประมาณเป็นของตัวเอง 10% ของเงินที่เอามาทำโครงการต่างๆ เป็นทรัพย์สินส่วนพระองค์ของพระเทพฯ (เป็นหลักร้อยล้านบาท) และอีก 90% เป็นเงินบริจาคที่ได้จากภาคเอกชน และโรงเรียนตชด. ก็มีกว่า 800 โรงเรียนทั่วประเทศ คิดดูว่าปริมาณเด็กจะเยอะขนาดไหน (โรงเรียนที่บ้านห้วยมะโอมีเด็ก 72 คน)
ยิ่งพอได้ลองขับรถขึ้นไปแม่ฮ่องสอนจริงๆ ก็ทำให้ซึ้งเลยว่าโห วันนั้นที่ตชด. และเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิบคนนั่งรถตู้มาบ้านเราที่สระบุรีเนี่ย มันไม่ใช่ใกล้ๆ เลยนะ เค้าเดินทางกันไกลและลำบากมากเพื่อจะมาหาเรา

ทำให้ประทับใจในความเสียสละของเจ้าหน้าที่ทุกคนโดยเฉพาะครูใหญ่ตชด.โรงเรียนบ้านห้วยมะโอที่มีความมุมานะในการออกไปหาทุนเพื่อมาปรับปรุงอาคารเรียนเพื่อเด็กๆ เพราะอาคารหลังเก่านั้นทรุดโทรมและผุพังเพราะปลวก ก่อนหน้านี้ห้องเรียนของเด็กๆ ก็เป็นพื้นดิน มีหลังคาคลุมแค่พอกันฝนได้ และด้านข้างก็ไม่ได้เป็นอาคารปิดอะไร พอเราได้มามีส่วนร่วมในการสร้างอาคารเรียนหลังนี้ก็ได้เห็นเลยว่ามันเป็นการสร้างประโยชน์ให้ชุมชนๆ หนึ่งจริงๆ

การก่อสร้างหลายๆ อย่างในโรงเรียนก็ได้พ่อแม่ของเด็กนักเรียนมาช่วยกันลงแรง ทั้งขุดดินหลังอาคารเรียน ช่วยก่อสร้างอาคารนอนของเด็กที่พักอาศัยในโรงเรียนด้วยไม้ที่เหลือจากอาคารเรียนเดิม (เด็กบางคนเดินทางมาเรียนไกลจากจังหวัดตาก!)

ครูใหญ่บอกว่าการให้การศึกษาเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะตามแนวชายแดนที่เด็กขาดโอกาสกันมาก การศึกษาจะช่วยสร้างอนาคตให้อีกหลายๆ คนได้หลุดจากวงจรของความยากจน ลดการเกิดอาชญากรรม ลดปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนเพราะคนทั้งสองฝั่งประเทศได้เจอ ได้เรียนด้วยกันตั้งแต่เด็กจึงเป็นการช่วยป้องกันปัญหาตามแนวชายแดนในระยะยาว ซึ่งเป็นหนึ่งในวิสัยทัศน์ของพระเทพฯ

เราเองก็รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้มีส่วนร่วมในการทำกุศลครั้งใหญ่ของม๊า จริงๆ แล้วตั้งแต่ตอนที่เซ็นสัญญาฉบับนั้นบ้านเราอยู่ๆ ก็เจอมรสุมทั้งทางครอบครัวและทางธุรกิจ จนเรายังอดคิดไม่ได้เลยว่าที่เค้าว่ามารไม่มี บารมีไม่เกิดเนี่ยมันเป็นแบบนี้สินะ ยิ่งม๊าเราที่เจอเรื่องหนักๆ หลายเรื่อง การยืนหยัดมั่นคงในสภาวะที่ยากลำบากของม๊าก็เป็นแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ให้กวางเหมือนกัน ใจม๊านี่สุดๆ แล้วจริงๆ ทำให้รู้สึกโชคดีมากๆ ที่ได้เกิดเป็นลูกม๊า เพราะม๊าเป็นผู้หญิงที่ทั้งเข้มแข็งและเสียสละ

ม๊าสอนเสมอให้ลูกทุกคนรู้จักเป็นผู้ให้ และแท้จริงแล้วทุกครั้งที่เราได้ให้ออกไปเรารับรู้ได้เลยว่าเราเองก็ได้รับกลับคืนมาเช่นกัน ได้ความอิ่มในใจ ได้พลังในการที่จะออกไปดำเนินชีวิตอย่างเข้มแข็งและเบิกบาน

ขอบคุณชีวิตที่มอบโอกาสให้ได้ทำสิ่งดีๆ เพื่อคนอื่น ขอบคุณที่มอบบททดสอบที่ยากขึ้นเรื่อยๆ มาให้ เพื่อให้เราได้เรียนรู้และเติบโตอย่างเข้มแข็งและทำให้รู้ว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรที่คงทนถาวร ขอบคุณตัวเราเองที่ไม่ยอมแพ้ให้กับความทุกข์และมีสติมากพอที่จะเลือกใช้ชีวิตที่เป็นประโยชน์กับตนเองและผู้อื่น ขอบคุณครูบาอาจารย์ทั้งทางสายโยคะและทางธรรมที่คอยเตือนสติให้ได้ตระหนักอยู่เสมอว่าท้ายที่สุดแล้วชีวิตนี้เกิดมาเพื่อแสวงหาความสงบเย็นและเป็นประโยชน์
ขอส่งพลังใจในการใช้ชีวิตให้กับทุกๆ คนให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง มีสติและพลังใจที่เข้มแข็งในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้เช่นกันค่ะ 🌸🌿

1 thought on “มารไม่มี บารมีไม่เกิด”

ส่งความเห็นที่ Chareeya Forsyth Cancel Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Scroll to Top