มหา’ลัยเถื่อนปี 7

บ้านป่าเมืองเถื่อน ณ มะขามป้อมอาร์ตสเปซ
หลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ที่รับรองกันเอง
*ยาวมากโปรดระวัง

เคยได้ยินเรื่องมหา’ลัยเถื่อนมาบ้างก่อนหน้านี้ แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าเค้าประกาศรับสมัครกันที่ไหนยังไง จนรอบนี้มีพี่ที่มาฝึกโยคะด้วยกันเค้ารู้จากเครือข่ายเพื่อนๆ ทำให้เราได้รู้ข่าวและสมัครทันไปด้วย
ก่อนจะไปก็ยังไม่รู้เลยว่าเค้าเรียนอะไรกัน..

พอไปถึงตั้งแต่ตอนแนะนำตัวก็พบว่านี่เรามาอยู่ในดงคนทำงานภาคสังคมนี่! เกือบทุกคนมีโปรเจ็คที่ทำเพื่อสังคม ชุมชน การศึกษา เด็ก คนชาติพันธุ์อื่นๆ สิ่งแวดล้อม หรือมีความสนใจที่จะพัฒนาชุมชนรอบตัวให้ดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ตอนแนะนำตัวว่าเป็น “ครูโยคะ” ก็เหนียมๆ นิดนึงรู้สึกเหมือนอยู่ผิดที่ ทำไมทุกคนดูเก่งจัง

เถื่อน TALK

พออ่านหัวข้อ “เถื่อนทอล์ก” ช่วงเช้าของแต่ละวันซึ่งจะมีทั้งหมด 4 ทอล์กต่อวันก็ยังงงๆ เพราะไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับภาคสังคมเท่าไหร่ ทั้งประเด็นการศึกษาของเด็กข้ามชาติ (เด็กต่างด้าวที่ติดตามพ่อแม่มาทำงานในไทย) สถานการณ์สื่อในไทย เครือข่ายคนทำงานขับเคลื่อนทางสังคม แต่ฟังไปฟังมา เฮ้ยอิน มันใกล้ตัวเราทุกเรื่องเลยนี่หว่า

ชอบเป็นพิเศษเรื่องละครสะท้อนการเมือง 6 ตุลาและแฟนคลับโอตะติ่ง

ละครสะท้อนการเมืองที่ชอบเพราะเราแทบไม่เคยติดตามข่าวสารการละครในไทยเลย พอได้ฟังว่าเค้าเล่นเรื่องอะไรกันบ้างก็เออ อยากไปดูจัง ยิ่งปีนี้ตั้งใจอยากออกไปทำกิจกรรมใหม่ๆ มากขึ้นยิ่งรู้สึกอยากเปิดตัวเองกับโลกของการเสพสื่อที่หลากหลายมากกว่าแค่การอ่านหนังสือหรือดูมือถือ เพราะละครเวทีมันใช้ผัสสะเยอะกว่า

ส่วนตัวเคยเข้าคลาสละครแล้วรู้สึกว่าศาสตร์นี้ลึกซึ้งมากและสอนให้เรารู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้อย่างเป็นรูปธรรม เพราะเราได้ลองเอาตัวเองเข้าไปสวมบทเป็นคนอื่น ไปคิดอย่างที่เค้าคิด ไปรู้สึกอย่างที่เค้ารู้สึก พอเราทำแบบนั้นเราก็จะเข้าใจความคิดและการกระทำของเค้ามากขึ้นอีกนิดนึง

อีกเรื่องที่ชอบคือแฟนคลับโอตะติ่งซึ่งสนุกมากเพราะเป็นเรื่องของพี่คนนึงที่เป็นโอตะน้องในวง BNK48 แล้วเป็นแอดมินในไลน์กลุ่มสนทนาของน้องในทุกห้องด้วย ซึ่งเค้าก็เล่าถึงการได้ลองใช้ความสามารถของกระบวนกรในการให้คำปรึกษา ชี้นำบทสนทนาในห้องต่างๆ จนไปถึงการเปลี่ยนทิศทางกระแสเงินจากแฟนคลับ
แทนที่จากเมื่อก่อนจะเอาเงินไปขึ้นป้ายเชียร์น้องตามห้างใหญ่ๆ หรือจัดงานวันเกิดให้เงินหายละลายแม่น้ำ ก็เอาไปทำเป็นห้องสมุดคอมพิวเตอร์ราคาหลายแสนพร้อมติดรูป BNK48 ไว้ข้างหน้า หรือชวนไปทำทานกับสุนัขจรจัด คือพาไปทำงานภาคสังคมเฉย เรียกเสียงฮือฮาจากคนฟังว่าโห แทรกซึม (อย่างเต็มใจ) และเปลี่ยนแปลงจากข้างในของจริง ซึ่งพี่เค้าเล่าได้มันมากแถมมีเกมให้เล่นตอนต้นของทอล์กด้วย

 

เถื่อนทำ

ส่วนกิจกรรม “เถื่อนทำ” ภาคบ่ายนี่ก็เป็นไฮไลต์ของงานเลย เพราะคืนก่อนหน้าเค้าจะมีการออกมาโฆษณา “ขาย” คอร์สตัวเองว่าพรุ่งนี้ใครจะสอนอะไร ตอนแรกที่อ่านหัวข้อก็เฉยๆ ไม่รู้จะเรียนอะไร แต่พอได้ฟังแต่ละคนพูดขายเท่านั้นแหละ โห ฮึกเฮิม ทำไมมันน่าเรียนจังอ่ะ! ยิ่งวันสุดท้ายคือเลือกไม่ได้เลย อยากแยกร่างได้

พอโฆษณาเสร็จก็จะเป็นช่วงของการ “แย่ง” กันลงทะเบียนเรียนเพราะแต่ละคลาสรับแค่ 10-15 คน แล้วบางคลาสคือฮอตมากกกกก คือครูพูดจบเรารู้แล้วว่าคู่แข่งเพียบ ทีนี้ก็ต้องหยิบปากกาเตรียมวิ่งเท่านั้น

แล้วเราก็ความสามารถสูงสปริงตัวดี ลงคลาสที่ฮอตที่สุดของสองวันแรกได้ (ส่วนวันสุดท้ายเสียงแตกเพราะน่าลงทุกคลาส)

วันแรกได้เรียนฐานกายเพื่อต่อต้านความป่าเถื่อนของอ.ตัน อดีตผู้บริหารฟอร์ดมอเตอร์ที่อเมริกาที่ตอนนี้เกษียณแล้วมาอาศัยอยู่แถวเชียงใหม่ อาจารย์สนใจศาสตร์ไทชิจนไปแสวงหาเรียนกับมาสเตอร์ที่จีน แล้วก็ได้นำศาสตร์นี้มาประยุกต์ใช้กับการดำเนินชีวิตของตัวเอง

อาจารย์ได้ถ่ายทอดให้เราได้เรียนรู้หลักในการต่อสู้ทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ สู้ไม่ใช่เพื่อให้ชนะ แต่สู้อย่างไรให้อยู่กันได้อย่างสันติและสลายความเป็นศัตรูระหว่างกัน ชอบมากที่ทั้งได้ใช้ร่างกายเรียนหลักการตั้งแกนภายใน เรียนหลักการตามแรง-สลายแรง-นำแรงแบบที่ใช้ในไอคิโด ว่าถ้ามีแรงมากระทำจากทิศต่างๆ เราจะจัดการกับพลังงานนั้นยังไง

เปรียบเทียบกับในชีวิตเราที่เจอคนมากระทำไม่ดีด้วยเราจะฝึกมองให้เห็นเจตนาที่แท้จริงของเค้า ใช้เมตตาสลายความเป็นศัตรู และซัพพอร์ตคนที่มากระทำเราอย่างไร ตอนแรกอาจจะยังไม่รู้ ลองแล้วล้มๆ จนวันนึงเราก็จะเรียนรู้และพลิกกลับมายืนในจุดสมดุลใหม่ได้ในที่สุด

นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ว่าการหนีไม่ใช่คำตอบเพราะแรงกระทำของฝ่ายตรงข้ามนั้นจะยังไม่หายไป เป็นการเรียนหลักการผ่านการปฏิบัติจริง
แล้วชอบมากคือลักษณะการถ่ายทอดของอาจารย์ที่มีจังหวะจะโคน มีจังหวะหยุดเพื่อดึงอารมณ์ร่วมและลื่นไหลต่อไปเหมือนลักษณะการรำมวยจีนของอาจารย์ ฟังเพลินมากๆ แถมให้ข้อคิดปรัชญาแบบผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาเยอะ รู้สึกว่าทุกคำพูดของอาจารย์ลุ่มลึกและมีความหมาย สอนให้เรามั่นคงจากภายในและไม่เบียดเบียนกันได้แบบเคลิ้มๆ แต่น่าเสียดายไม่ได้อัดเทปมา

———

วันที่สองคลาส Authentic and inner public speaking – การพูดจากหัวใจสื่อสารภายในสู่สาธารณะของครูโอ๋ อาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ผู้มีความสามารถหลากหลายร้องเพลงก็ได้ เล่นลิเกก็เป็น แถมดีกรีเลิศเว่อ แต่ประทับใจสุดคือตั้งฉายาคำผวนเก่งและไวมาก

ภายในสามชั่วโมงครูสอนให้เราพูดได้แบบเป็นตัวเองจริงๆ ครูบอกว่าคนที่มาเถื่อนทุกคนมีของอยู่แล้วภายในตัวเอง ครูเลยเริ่มด้วยคำถามสองข้อคือ passion ของเราคืออะไรและ inspiration ของเราคือใครหรือคืออะไร ซึ่งครูให้เราเอาสองเรื่องนี้เป็นหัวข้อในการพูดแนะนำตัว

จากนั้นครูก็เติมเทคนิคที่ทำให้การพูดถ่ายทอดของเราน่าสนใจ และสามารถเชื่อมโยงกับผู้ฟังได้มากขึ้นรวมถึงสื่อสารได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ด้วยการบอกให้เราลองเชื่อมโยงเรื่องที่จะพูดกับสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

โดยครูให้แต่ละคนเลือกสิ่งรอบตัว 1 อย่างจะเป็นอะไรก็ได้ไว้ในหัว แล้วให้คนแรกบอกชื่อสิ่งนั้นกับเพื่อนคนถัดไป แล้วเพื่อนต้องพูดถึงสิ่งนั้นพร้อมกับเอาไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่เป็น passion และ inspiration ของตัวเอง เรียกว่าเป็นการพูดแบบเซอร์ไพรส์ เซอร์ไพรส์~~ แล้วแต่ละคำก็แบบว่า หินลาวา เสียงแบคกราวนด์ ต้นส้ม ผีเสื้องิ อิหยังหว่า
ซึ่งครูฝึกให้เราชินกับการต้องพูดแบบไม่ทันตั้งตัว เพื่อให้มีทั้งความกล้าและความคิดสร้างสรรค์ในการเล่าเรื่องต่างๆ
ตอนก่อนจบครูให้แต่ละคนออกไปพูด Impromptu (กูไม่พร้อม) speech อีกคนละสามนาทีแบบมีรูปประกอบเซอร์ไพรส์แล้วให้พูดเชื่อมโยงรูปนั้นกับเรื่องที่เราจะเล่าด้วย ซึ่งเรื่องที่เล่าจะเป็นหัวข้อใดก็ได้ที่เป็น

รีทิ้ง – อะไรก็ได้ที่คิดว่าจะทิ้งแต่กลับพบว่ามันมีประโยชน์
รีปิ๊ง – อะไรก็ได้ที่กลับมารู้สึกปิ๊ง
รีเพลิน – อะไรก็ได้ที่เรากลับมาเพลิดเพลินมีความสุขกับมัน

โดยทุกคนมีเวลาเตรียมตัวแค่ช่วงพักแป๊บเดียวซึ่งเป็นสิ่งที่ครูตั้งใจเพราะจะได้เตรียมเนื้อหาแบบหลวมๆ คือเตรียมแค่ 80-90% พอแล้ว แล้วที่เหลืออีก 10-20% ก็ให้เอาไว้สำหรับการพูดเชื่อมโยงกับรูปที่ครูจะเซอร์ไพรส์ด้วย ซึ่งจะทำให้เนื้อหาของเราดูมีอะไรและน่าจดจำมากขึ้นด้วย
ครูสอนว่าเราไม่ได้ต้องพูดเก่งแต่ให้เรามีความปรารถนาดีต่อคนฟังและปรับอุณหภูมิของเราให้เท่ากับเค้าแล้วเราจะสื่อสารกันได้ ครูสอนให้เรา “พูดได้” ด้วยเสียงที่มาจากภายใน มั่นคง มั่นใจและเป็นตัวเอง พอจบคลาสนี่บั่บ กราบครู เราพูดได้จริงๆ ที่เหลือก็คือฝึกๆๆ

———

วันที่สามได้เรียนคลาสขนมปังเปลี่ยนชีวิตของ ครูโรส แห่งบ้านมาลาดาราดาษ

ครูสอนให้เราใช้ผัสสะทั้งหมดในการทำขนมปัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตาดูสี มือสัมผัสแป้งขยี้ไม่ให้เป็นเม็ด แป้งแฉะไปแห้งไปก็สัมผัสรู้ หูฟังเสียงเวลานวด จมูกดมกลิ่นขนมปังอบ ลิ้นชิมรส เมื่อเราทำทุกขั้นตอนอย่างใส่ใจเราจะค่อยๆ รู้จักและสังเกตตัวเองได้ผ่านการทำขนมปัง

มันพีคตั้งแต่ตอนต้นคลาสที่ครูบอกว่าขนมปังที่ผ่านการหมักเป็นอย่างดีแล้วมันจะย่อยสลายพวกแป้งเชิงซ้อนจนหมด ขนาดที่ว่าคนเป็นเบาหวานก็กินได้แบบไม่มีปัญหาอะไร เราก็โอ๊ย แล้วที่อยู่ในท้องตลาดที่แทบจะไม่ได้มีการหมักเลยนั้นเรากำลังกินอะไรกัน? กินแล้วท้องอืด น้ำตาลขึ้น ขนมปังจริงๆ ไม่ใช่แบบนั้น และขอแค่มีแป้ง ยีสต์ น้ำ เกลือ ก็เป็นขนมปังได้แล้ว

ครูเอาน้ำตาล 7 ชนิดมาให้ชิมแล้วถามว่าเวลาที่เราบอกว่ามันขาดหวาน เคยรู้มั้ยว่าหวานมันมีแบบไหนบ้าง เคยชิมน้ำตาลแต่ละชนิดมั้ยว่ามันต่างกันยังไง อย่างขนมปังที่ครูทำก็จะสร้างคาแรคเตอร์รสหวานที่เป็นแบบฉบับด้วยเบลนด์น้ำตาลสูตรของครูเอง ร้องกรี้ดในใจดังมาก เบลนด์น้ำตาล! ของครูเค้าเบลนด์ประมาณสี่ชนิดในสัดส่วนที่ชัดเจนเพื่อเก็บเอาไว้ใช้

ครูสอนให้เราทำกันตั้งแต่ชั่งตวงวัตถุดิบ วิธีการวางของเพื่อเตรียมขั้นตอนการทำ เราได้ทำแป้งเป็นหลุมแล้วค่อยๆ นวดขึ้นรูปจนเป็นก้อน หมักไว้แล้วค่อยเอามาตัดแบ่งปั้นเป็นขนมปังแบบที่ต้องการ

ทุกคนได้ทำคนละสองอย่างคือบาเเก็ต กับขนมปังโลฟ อบออกมาสีสวยหอมยีสต์ แบ่งพี่ๆ ที่ไปเรียนคลาสอื่นกินกันสนุกสนาน ใช้เวลาเรียนจนเกือบทุ่มนึงและครูให้แบบไม่กั๊กเลยเนื้อหาเยอะจนเรายังคิดว่าโหสอนละเอียดขนาดนี้เป็นเราคงมึนไปแล้ว

———

เถื่อนเสรี

นอกจากคลาสตอนบ่ายแล้วตอนกลางคืนก็จะมี ”เถื่อนเสรี” ที่เราได้เข้าของพี่เกดจาก School of changemakers หมอต้า แห่ง ณ สมดุลย์ และได้ลองเล่นบอร์ดเกมกับกลุ่ม Deschooling
ของพี่เกดได้ลองใช้เครื่องมือ Insight Tank ในการค่อยๆ ตามหาประเด็นคำถามที่จะเป็นหลักของโปรเจ็คที่เราจะทำ ของกวางก็มีลองตั้งประเด็นหลักของรีทรีตโยคะที่อยากทำในอนาคต พอลองได้ตั้งประเด็นดูถึงรู้ว่าไอ้เมื่อวานที่เราขำๆ ตัวอย่างของคนอื่นที่พี่เกดเอามาแชร์ในเถื่อนทอล์กน่ะ ของเราเองก็เขียนได้วกวนพอๆ กับเค้านั่นแหละ เออมันยากกว่าที่คิดแฮะ

ของหมอต้าได้นั่งคุยกันตอนเกือบห้าทุ่ม กว่าจะจบก็ตีสองกว่า นั่งคุยกันถึงวิธีการสังเกตความไม่สมดุลต่างๆ ในร่างกาย สาเหตุมีอะไรได้บ้าง แล้วหมอต้าก็แมะตรวจชีพจรและลมปราณให้เพื่อวิเคราะห์สมดุลธาตุในร่างกายของแต่ละคน มีการพูดคุยสอบถามเหตุการณ์ในชีวิตที่อาจเป็นสาเหตุของความไม่สมดุลนั้น และพูดคุยกันถึงวิธีแก้ไขว่าทำยังไงได้บ้างเพื่อปรับเปลี่ยนความไม่สมดุลนั้น
หมอก็ค่อยๆ สอนทีละสเต็ปเพื่อให้เราเอาโครงเหล่านี้กลับไปใช้สังเกตและดูแลตัวเองได้แบบยั่งยืน ซึ่งของกวางก็มีสองเรื่องคือใช้หัวเยอะไปดินกับไฟมันเลยมาก ให้เสริมธาตุน้ำกับลม และคิดหาสมุทัยในปัญหาความสัมพันธ์ (หมอบอกเรื่องพวกนี้ได้จากการแมะที่ข้อมือนะไม่ใช่จากการดูดวง!)

กลุ่มบอร์ดเกมก็สนุก ตลก และงี่เง่ามากเพราะไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน มีการฝึกแผนซ้อนแผน ฝึกใช้สมองในมิติที่ไม่เคยใช้และฝึกบลัฟชาวบ้าน เหมือนสมองมันเริ่มขยายออกในทิศทางที่ไม่เคยไป อยากเล่นอีกเลยกะว่าจะไปลองดู มีคนแนะนำร้าน The stronghold ที่สยาม ต้องโดนๆ

นอกจากนี้ก็มีเข้าคลาสย่อยสั้นๆ สอนทำ Visual Note ซึ่งก็คือการจดโน๊ตสรุปบทเรียนของแต่ละคลาส แล้วกวางก็ได้ลองทำของคลาสครูโอ๋ด้วย แต่เพราะยังทำไม่ค่อยเก่งเลยนั่งดูคนอื่นทำซะส่วนใหญ่

สังเกตว่าคนที่จดเก่งๆ เค้าจะไม่รีบจรดปากกาทันที แต่จะฟังไปสักพักนึง จนคนพูดพูดจบประเด็นนึงแล้วจึงค่อยขมวดออกมาเป็นภาพ แล้วใส่ตัวอักษรที่เป็นคีย์เวิร์ดของประเด็นนั้นลงไปแค่นิดเดียว
เปรียบเทียบกับเราที่เน้นใช้ตัวอักษรอธิบายค่อนข้างเยอะเพราะนึกภาพที่จะวาดไม่ออก พอได้ลองถามดูก็ปรากฎว่าพี่เค้ามีชุดภาพที่เอาไว้วาด visual note อยู่ในคลังสมองเยอะเลย ของยังงี้มันศึกษาและเติมได้ไม่รู้จบเลย แต่ละศาสตร์มันก็มีอะไรของมันเนอะ

———

ช่วงเวลา 4 คืน 5 วันนี่เป็นอะไรที่เปิดโลกมากๆ เพราะทำให้ได้รู้จักคนจากหลากหลายแขนง ได้เจอคนมากมายที่สนใจศึกษาศาสตร์ๆ นึงจนสุด ได้เห็นเลยว่าไม่ว่าศาสตร์ไหนก็ตามถ้าเราศึกษามันมากพอจนเข้าถึงปรัชญาของศาสตร์นั้นแล้ว มันพากลับเข้ามาให้เรารู้จักตัวเองหมดเลย

มองเห็นความลุ่มลึกในการใช้ชีวิตของแต่ละคนที่เราได้เรียน ได้พูดคุยด้วย รู้สึกว่าหัวใจของเค้าเปิดกว้างและมองเห็นความเชื่อมโยงของตัวเค้ากับคนอื่นรอบตัว ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยเพราะทุกคนเปิดรับความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และสิ่งเหล่านั้นมันเริ่มจากการรู้จักตัวตนของตัวเองก่อน

แม้แต่สถานที่ของมะขามป้อมก็เป็นอะไรที่พิเศษมาก เหมือนที่พี่เต้ยบอกไว้ว่าที่นี่มันทำให้เรา “รู้สึก” ในขณะที่ไอ้ถนนที่ตัดอยู่ตรงทางเข้าก็ไม่ได้ทำให้เรารู้สึกอะไร แต่เรากลับ “รู้สึก” กับที่นี่
อาจจะเพราะเรื่องราวและประสบการณ์ของผู้คนมากมายที่ได้มีการบอกเล่าและแบ่งปันกันที่นี่ จนทำให้มันก่อเกิดกลายเป็นพลังงานของสถานที่ ทำให้เรารู้สึกคุ้นเคย ปลอดภัย และยังช่วยกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้และอยากที่จะพัฒนาตัวเองจากภายใน เหมือนเป็นแหล่งเติมพลังใจ เติมไฟให้เราก่อนที่จะออกไปทำงานที่เรารักต่อไป

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณพี่ก๋วย อธิการบดีของมะขามป้อมที่เป็นหัวเรือใหญ่จัดงานนี้

ขอบคุณน้องแจ๊คที่ยอมรับใบสมัครของเจ้
ขอบคุณทีมมะขามป้อมทุกคนที่ดูแลและจัดการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างราบรื่นและสนุกสนาน
ขอบคุณพี่อึ่ง พี่เมย์ที่ชวนและช่วยจัดการเรื่องการเดินทางให้
ขอบคุณครูทุกๆ ท่านและเพื่อนพี่น้องทุกๆ คนที่ได้แบ่งปันความรู้และประสบการณ์อันมีค่าให้แก่กัน โอกาสหน้าหวังว่าจะได้เจอกันอีกนะคะ รัก

#มหาลัยเถื่อน7
#บ้านป่าเมืองเถื่อน

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Scroll to Top