Keep your practice

ตอนเช้าที่ตื่นขึ้นมามีอยู่บ่อยๆ ที่ใจไม่อยากซ้อมเลย มันอืดอาดงอแงและพูดมาก เวลาเป็นแบบนั้นจะลุกจากที่นอน เก็บเตียงนอนทันที หยิบเสื่อ ล้างหน้าแปรงฟัน เปลี่ยนเสื้อผ้า และพาตัวเองมาอยู่บนเสื่อให้ไวที่สุด ไม่ว่าเสียงในหัวจะพูดว่าอะไร กวางก็จะเริ่มไหว้พระอาทิตย์ครั้งแรกไปทั้งๆ อย่างนั้น

ทีละลมหายใจๆ เสียงก็ยังดังอยู่อย่างต่อเนื่อง บางวันมันก็เล่าเรื่องที่เจอเมื่อวาน บางวันมันก็เล่าเรื่องในจินตนาการ มีบางวันที่มันพอเงียบลงบ้าง แต่หลายๆ วันมันก็ช่างคุยได้จนฝึกจบ อาศัยว่าต้องคอยดึงตัวเองกลับมาเป็นระยะๆ อย่าให้มันคุยมากเกินจนพาเราฝึกไม่จบ

การต่อสู้กับกิเลสของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย

และมันจะยิ่งไม่ง่ายเมื่อเราปล่อยตามใจมันบ่อยเกินไป

จากอาชีพการงานที่อยู่ในสายครูโยคะก็เคยได้ไปหาอ่านข้อความคำสอนจากครูที่เก่งๆ ในระดับโลกว่าเค้ามีคำแนะนำอะไรในการพัฒนาตัวเองบ้าง จำไม่ได้ว่าตอนนั้นอ่านของกี่คน แต่สมมุติว่ามีสิบคน เก้าจากสิบคนพูดคำเดียวกันว่า “Keep your practice”

ไม่ว่าคุณจะสอนเยอะแค่ไหน ชีวิตวุ่นยังไง คุณก็ควรต้องจัดสรรเวลาให้ตัวเองได้ซ้อมด้วย การซ้อมของคุณไม่ใช่ชั่วขณะที่คุณสอน มันเป็นคนละสิ่งกัน ชั่วขณะที่คุณซ้อมคือคุณอยู่กับตัวเองจริงๆ คุณไม่ได้ต้องคอยสังเกตนักเรียนในคลาส ไม่ต้องคอยคิดว่าจะเลือกตัดท่าไหนที่เหมาะหรือไม่เหมาะกับใคร คุณไม่ต้องคิดอะไรเผื่อใครเลย แต่คุณ “อยู่” กับร่างกายของคุณจริงๆ นั่นคือช่วงเวลาซ้อมของคุณ

การสอนโยคะสำหรับกวางรู้สึกว่าเป็นศาสตร์ที่ใช้ใจมาก จริงๆ ก็คงเหมือนอาชีพครูอื่นๆ ยิ่งกับโยคะบรรยากาศที่เราสร้างขึ้นมาในห้องฝึกจะเป็นตัวกำหนดความรู้สึกของคนในห้องนั้น ถ้าวันไหนที่ใจไม่สงบแล้วดึงตัวเองกลับมาไม่ทันในระหว่างคลาส กวางรู้สึกว่าวันนั้นนักเรียนจะได้รับผลกระทบไปด้วย

ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของเราเอง

ถ้าเราไม่เต็มจากข้างในการจะแบ่งปันอะไรให้ใครคงทำได้ยาก กวางไม่ได้บอกว่ากวางทำได้ดีทั้งหมด ช่วงปีสองปีแรกที่กวางสอน กวางเละมาก เละจากข้างในบาดแผลในใจ ความทุกข์ ความเศร้า ความรู้สึกที่จัดการไม่ได้เต็มไปหมด แต่กวางแค่ไม่หยุด

ไม่หยุดที่จะเชื่อว่าเราดีกว่านี้ได้ ไม่หยุดที่จะมองหาวิธีที่จะพัฒนาตัวเองไปให้ดีกว่าจุดที่ตัวเองอยู่ มันเป็นความเชื่อที่มีเหตุมีผล ถ้ามีคนที่เค้าทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้ มันต้องได้สิ ไม่ต้องเพอร์เฟ็คทันทีก็ได้ ขอแค่ทีละนิดทีละหน่อย ค่อยๆ ไปเพราะยังไงเราก็จะไม่หยุด เพราะเราอยากดีกว่านี้

ทุกวันนี้ถึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องฝึก ช่วงเวลาที่เราฝึกจริงๆ แล้วก็คือช่วงเวลาของการปฏิบัติธรรมนั่นแหละ เป็นการปฏิบัติแบบเคลื่อนไหวและดีหน่อยคือได้ร่างกายที่แข็งแรงเป็นของแถมด้วย นอกจากนี้ก็ยังได้ความเข้าใจในร่างกายตัวเองที่ลึกซึ้งมากกว่าการไปเข้าเวิร์กชอปไหนๆ เพราะเราได้จากประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นจากภายใน เวลาที่แบ่งปันต่อมันก็มีความเข้าใจในแบบที่การท่องจำให้ไม่ได้

เราต้องไม่หยุดที่จะพัฒนาตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีมันก็จะต้องมีเรื่องที่ใหญ่ขึ้น หนักขึ้นมาทดสอบเรา และเราก็ต้องล้มอีก ล้มไปเรื่อยๆ ไม่มีวันหยุด แต่ถ้าเราเรียนรู้ที่จะลุกทุกครั้ง บางครั้งอาจจะใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าทำไปเรื่อยๆ มันก็จะลุกได้ไวขึ้นๆ เราจะติดหล่มน้อยลงๆ

และเวลาแบบนี้สิ่งที่จะช่วยเราได้คือการฝึกซ้อม การฝึกซ้อมจะให้สติ ให้พลังกับเราในการที่จะจัดการกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นภายใน ในชีวิตของแต่ละคนการฝึกซ้อมของเราจะเป็นอะไรก็ได้ จะเป็นกิจวัตรประจำวันบางอย่าง เช่นการพาตัวเองไปเดินทุกวัน การทำอาหาร การไปเข้าคลาสใดๆ ที่เปิดโอกาสให้เราได้อยู่กับตัวเอง ได้ต่อสู้กับกิเลสของตัวเองทุกวันๆ แม้จะไม่อยากทำ เราก็ต้องทำมัน และต้องทำมันให้ดีที่สุดในช่วงเวลานั้นที่เราทำได้

ขอเพียงเราไม่หยุดที่จะเป็นนักสู้

สู้กับใจ สู้กับกิเลส ผลที่เราได้คือความสุขสงบภายในที่แท้จริง มีผู้คนมากมายที่เข้าถึงสิ่งนี้ได้ หนทางมีเป็นร้อยเป็นพันเส้นให้เดิน ขอเพียงเราเลือกสักทาง ทำให้สุดทุกวันๆ มันจะดีขึ้น สงบสุขมากขึ้น ยิ้มได้ง่ายขึ้นทุกวันแน่นอน

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Scroll to Top