เละตุ้มเป๊ะ

คือคำบรรยายสภาพการฝึกในวันนี้ คิดไว้อยู่แล้วว่าอาจจะเละ เพราะไม่ได้ฝึกเลยหนึ่งสัปดาห์เต็ม ไม่ใช่ด้วยความขี้เกียจแต่เพราะร่างกายไม่ค่อยพร้อม และเป้าหมายของเราคือการฝึกเพื่อสุขภาพดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่ควรพัก ก็เลือกที่จะพักอย่างสบายใจ (แต่เมื่อก่อนยังพักไม่เป็น เพราะจะรู้สึกผิดที่หยุดซ้อม เคยบ้าพลังหน่อยๆ)

หลังจากเริ่มฝึกอาชทังก้ามาได้ระยะหนึ่ง (ถ้านับเวลาก็ประมาณสามเดือนนิดๆ) ได้อะไรเยอะมากจากการฝึกรูปแบบนี้ เลยอยากจะแชร์ไว้เผื่อคนที่สนใจค่ะ

วินัย

ได้รู้ว่านี่คือขั้นสุดของการฝึกโยคะภาคกายแล้ว คือไม่ใช่ไปเรียนกับคนอื่น ไม่ใช่เรียนกับอินเตอร์เน็ต แต่คือวินัยในการฝึกเอง คือยากมากกกกก ทำให้เข้าใจเลยว่าทำไมสายอาชทังก้าถึงไม่ค่อยป๊อบเมื่อเทียบกับสายอื่น เพราะเป็นสายที่ต้องการความทุ่มเทมากจากทั้งผู้ฝึกและผู้สอน “วินัย” คำเดียวเท่านั้นจริงๆ

ในความหมายของคำว่าวินัยคือ เหนื่อยคุณก็ฝึก เบื่อคุณก็ฝึก ร้อนหนาวฝนตกขี้เกียจง่วงนอนฟุ้งซ่านเบื่อโกรธหิว คุณก็ยังลากตัวเองมาบนเสื่อเพื่อฝึก เพราะมันไม่สำคัญว่าคุณจะรู้สึกยังไง ไม่สำคัญว่าคุณจะทำได้มั้ย หรือทำได้แค่ไหน สิ่งสำคัญคือคุณ “ทำ”

คุณภาพชีวิตดีขึ้น

คนออกกำลังกายทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์คล้ายๆ กัน ว่าถ้าช่วงไหนวินัยการออกกำลังกายของคุณดี ช่วงนั้นการจัดการเวลาและคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ของคุณก็จะดีขึ้นด้วย และเพราะอาชทังก้าเป็นสายเน้นวินัย แน่นอนว่ามันส่งผลดีต่อด้านอื่นๆ ในชีวิตด้วย

ผิวดีไม่มียากิน อยากได้ต้องออกกำลังกาย

ช่วงก่อนหน้านี้ถึงจะฝึกเยอะสอนเยอะ แต่ถ้าเทียบกับความแข็งแรงของร่างกายเราแล้วยังถือว่าย่อหย่อน แต่พอมาฝึกอาชทังก้ามันเค้นร่างกายเราเยอะมาก คือเหนื่อยสุดกู่จริงๆ มันก็เลยเห็นผลออกมาทางผิว จากคนที่ผิวแห้งมากในทุกฤดูกาล ตอนนี้ผิวไม่ค่อยแห้งแล้ว ทั้งๆ ที่แทบไม่ได้ทาครีมด้วยซ้ำ

ขาเล็กลง

ตอนแรกเข้าใจมาตลอดว่าถ้าเล่นกล้ามเนื้อขาเยอะ ขาอาจจะโต แต่ไปๆ มาๆ มันเรียวลง ก็ดีเนอะ ถือเป็นรางวัล

จิตใจเข้มแข็งขึ้น

นอกจากจะเค้นร่างกายแล้วยังเค้นจิตใจเราเยอะมาก ยิ่งช่วงไหนใจเหวี่ยง สภาพจิตไม่ปกติ มันก็แสดงตัวออกมาเลยในการฝึกของเรา ใจลอยบ้าง ลืมท่าบ้าง ข้ามท่าบ้าง ลมหายใจมีเสียงบ้าง มันต้องใช้พลังใจอย่างมากที่จะลากตัวเองในการฝึกให้จบ บางทีใจมันร่ำร้องจะหยุดๆ พอแล้วไม่อยากฝึกแล้ว เราก็ต้องทำใจแข็ง ดูลมหายใจไป รับรู้ ปล่อยวาง และทำให้ดีที่สุดในทุกลมหายใจนั้น ไปเรื่อยๆ ไปเรื่อยๆ

สู้ด้วยวินัย ไม่ใช่ด้วยเทคนิค

สายนี้ไม่มีเทคนิค สายนี้ไม่เน้นตะบี้ตะบันทำท่ายาก เพราะเราค้างท่าตามลมหายใจที่กำหนด ทำได้เท่าไหนเท่านั้น พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่ เน้นให้เอาวินัยเข้าสู้ตรงๆ เพราะความเพียรของมนุษย์ เทวดาก็กีดกันไม่ได้

ได้รู้ว่าเรายังไม่นับเป็นผู้ฝึกอาชทังก้า

เข้าใจที่ครูบอกเลยว่าถ้าเธอยังฝึกแค่ปีสองปี ครูยังไม่เชื่อหรอกว่าเธอจะเป็นผู้ฝึกอาชทังก้าได้ นู่น ห้าหกปีขึ้นไปนั่นละ ก็รอดูตัวเองเหมือนกันว่าจะไปได้ถึงขนาดไหน เพราะมันไม่ง่ายเลยจริงๆ แต่ก็มีความหวังนะ

โดยปกติกวางพยายามไปเข้าคลาสกับครูอาทิตย์ละครั้ง หลักๆ คือเพื่อไปเช็กสภาพตัวเอง ช่วงไหนที่ย่อหย่อนในการฝึกก็เหมือนพาตัวเองไปให้ครูดุ ช่วงไหนฝึกได้ดีครูก็อาจจะต่อท่าเพิ่มให้ เพราะสายนี้ครูจะเป็นคนเพิ่มท่าให้เราโดยพิจารณาจากหลายอย่าง ถ้าครูเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาครูก็จะให้เราฝึกท่าเดิมๆ จนจบที่จุดเดิมไปเรื่อยๆ สักระยะนึง (อาจนานเป็นปี) บางคนก็ชอบอยากให้ครูเพิ่มท่าให้ แต่ของกวางไปทุกครั้งก็คิดทุกครั้งว่า เออ อยู่ตรงนี้ก็ได้นะ แค่นี้ก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Scroll to Top