สังเกตกาย #2

ขอบันทึกเก็บไว้เป็นช่วงหนึ่งของชีวิตที่เริ่มสอนโยคะจริงจัง ว่าปีนี้เป็นปีที่ป่วยบ่อยอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะตั้งแต่ได้เริ่มฝึกโยคะมาจริงๆ แล้วป่วยน้อยมาก ยิ่งสองปีหลังแทบไม่ป่วยเลย แต่มาปีนี้ที่เริ่มสอนเยอะๆ ป่วยไปประมาณห้าหกครั้ง มีหนักๆ ที่ยาวสองอาทิตย์ครั้งนึง เลยอยากนั่งจดเก็บไว้ว่ามีอะไรที่เข้าข่ายน่าสงสัยว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้ป่วยบ้าง

อาการโดยทั่วไปก็คือไข้หวัดไอเจ็บคอมีน้ำมูก ปัจจัยแรกที่ชัดที่สุดคือกวางเพิ่มคลาสสอนตอนเช้า จริงๆ คลาสก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นเยอะแค่สองคลาสเอง แต่คาดว่าเป็นเพราะเราไม่ได้จัดเวลาให้ร่างกายได้ฟื้นตัวเลย คือสอนติดกันสี่วันรวม 7 คลาส แล้วก็มีฝึกเองกับเรียนเสริมอีกสองวัน

ตอนที่เพิ่มคลาสครั้งแรกไม่ได้รู้ว่าต้องปรับเปลี่ยนเรื่องการกินการนอนด้วย เพิ่มแต่การใช้ร่างกายอย่างเดียวเลยคาดว่าร่างกายคงปรับตัวไม่ทัน จำได้ว่าตอนนั้นสามเดือนแรกตั้งแต่เพิ่มคลาสเช้า ป่วยไปสามครั้ง แต่ครั้งหนึ่งในนั้นคือป่วยจากการไปเที่ยวญี่ปุ่นด้วย (เดินทางเยอะ นอนดึก พักผ่อนน้อย อากาศหนาว และมีเพื่อนที่เป็นไข้หวัดอยู่ในทริป)

ตอนนั้นเป็นครั้งแรกที่ไปปรึกษาอาจารย์ และแกก็แนะนำให้นอนฟื้นฟูหลังการสอนสัก 20–30 นาทีมา ทำตามอยู่ช่วงหนึ่งก็ได้ผลดี จากที่เคยเพลียมาก ร่างเนือยๆ ก็กลับมาแข็งแรงจนสอนได้ปกติ นอนเยอะ 8–9 ชั่วโมงอยู่ระยะหนึ่ง แต่ตอนนี้ผ่านมาสามสี่เดือนรู้สึกว่าร่างกายเริ่มปรับได้ก็กลับมานอน 6–7 ชั่วโมงปกติแล้ว และเพราะช่วงนี้กำลังอินกับการชวนม๊าไปเดินสวนสาธารณะยามเช้ากับซื้อผักมาทำกับข้าว เลยนอนเร็วตื่นเช้าขึ้น แล้วก็ไม่ค่อยได้นอนหลังสอนแล้วด้วย (แต่อาจจะต้องนอนบ้างเวลาที่เหนื่อยจริงๆ)

แล้วตั้งแต่แตกคลาสสอนเป็นจันทร์-อังคาร กับพฤหัส-ศุกร์ ก็รู้สึกร่างกายได้พักเพิ่มขึ้น แม้จะกลายเป็นเพิ่มวันเรียนที่กทม.เป็นพุธและเสาร์แทนก็ไม่ได้รู้สึกว่าหนักร่างกายมากเกินไป ยังพอสลับๆ ไปได้ คลาสไหนเรียนไม่ไหวก็โดด แต่ถ้าสอนมันโดดไม่ได้ไง 555

ทีนี้พอเรื่องพักผ่อนเริ่มปรับตัวได้ ก็เริ่มมีความท้าทายใหม่เข้ามา ปีนี้เป็นปีที่ร่างกายเปลี่ยนเยอะเว่อ แถมเปลี่ยนในสิ่งที่แบบ…ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนได้ คือการเปลี่ยนจากคนขี้หนาวมากๆ กลายเป็นคนขี้ร้อนมากๆ ซึ่งสาเหตุหลักเลยก็คือมาจากคลาสปราณยมะ อันนี้ไม่มีตัวเลือกอื่นให้สงสัยเพราะช่วงนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดแปลกไปจากเดิมเลย นอกจากเรียนคลาสนี้เพิ่ม แค่สามชั่วโมง ภายในสามสัปดาห์ เริ่มรู้สึกว่าทำไมอากาศร้อนจัง อยู่บ้านก็ร้อน อาบน้ำออกมาก็ร้อน ห้องเรียนก็ร้อน ทั้งๆ ที่สถานที่เหล่านี้ช่วงเวลาเหล่านี้เคยเป็นสิ่งที่เราบ่นว่าหนาวมาตลอด แม้แต่โรงหนังที่เคยต้องถึงขั้นพกผ้าห่มเข้าไปก็กลายเป็นอากาศกลางๆ เฉยเลย

ตอนแรกก็ไม่ได้มั่นใจ ลองดูเชิงมาสักสองสามเดือนจนตอนนี้คอนเฟิร์มได้แล้วว่ากวางกลายเป็นคนขี้ร้อนโดยสมบูรณ์ อาการขี้หนาวแทบไม่กลับมาทักทายอีกแล้ว เป็นเรื่องน่าตกใจ หาคำอธิบายแบบเป็นวิทยาศาสตร์จากอาจารย์มาแล้วแต่ลืมรายละเอียด รู้แต่ว่าออกซิเจนในเลือดเยอะขึ้น แล้วอะไรต่อก็ไม่รู้ถ้าจำได้จะมาเขียนเพิ่ม*

ทีนี้พอเป็นคนขี้ร้อนไม่แน่ใจว่าเกี่ยวกันมั้ยแต่สังเกตเรื่องธาตุไฟในร่างกายเพิ่มขึ้นได้บ่อยและไวขึ้น ที่ดูง่ายที่สุดคือ ขี้ตาจะเยอะ อาจารย์เคยบอกว่าน้ำในตาของเรามันมาจากสองสายผสมกัน คือสายหนึ่งเป็นน้ำ อีกสายหนึ่งเป็นแวกซ์ ทีนี้พอตัวร้อนน้ำก็จะแห้งไปเหลือแต่แวกซ์หรือขี้ตาที่แห้งกรัง ช่วงไหนที่ฝึกหนักสอนหนัก เวลานอนตื่นมาขี้ตาจะเยอะและเหนียว ต้องดื่มน้ำเยอะขึ้นแบบด่วนเลย ส่วนใหญ่เวลาที่ร้อนจัดสังเกตได้ขั้นต้นสุดคือขี้ตา เลยจากนั้นก็ตัวร้อนเจ็บคอเรียบร้อยแล้ว 555

พอถึงขั้นตัวร้อนเจ็บคอก็ต้องปรับกระบวนหมดเลย ทีนี้ทั้งต้องนอนเพิ่ม ดื่มน้ำเพิ่ม กินอาหารฤทธิ์เย็นเพิ่ม

เรื่องอาหารก็เป็นสาเหตุที่น่าสงสัยในการป่วยสองครั้งหลังสุด ช่วงหลังเวลาจะป่วยคือตะหงิดกับอาหารตั้งแต่ก่อนกินแล้ว แต่ด้วยความตะกละและไม่เคยตั้งคำถามกับสัญชาติญาณด้านการกินของตัวเองมาก่อน สุดท้ายก็กินเข้าไปจนหมดอยู่ดี (ชอบปลอบใจตัวเองว่ายังเด็ก กินอะไรก็ได้)

ซึ่งก็คิดว่าน่าจะใช่ว่ากินอาหารฤทธิ์ร้อนเข้าไปทั้งๆ ที่ตัวก็ร้อนอยู่แล้ว ครั้งแรกก็คืออันที่เขียนไว้ใน “สังเกต #1” ส่วนครั้งที่สองก็คือครั้งนี้ที่วันนั้นสอนเสร็จแล้วอยากกินผัก นึกอะไรไม่ออกเลยไปซื้อจับฉ่ายมากิน พอเห็นพริกไทลอยเต็มชามก็ตะหงิดอยู่แล้วว่าพริกไทมันน่าจะฤทธิ์ร้อนนี่หว่า แถมใส่มาเยอะมาก แต่ด้วยความตะกละก็กินหมดชามเลย แฮะๆ ตื่นมาเริ่มเลยจ้ะ ขี้ตามา แถมปวดท้องและท้องเสียด้วย (คาดว่าไม่สะอาด) หลังจากนั้นก็วนเข้าลูปเดิมคือไข้หวัดไอเจ็บคอมีน้ำมูก โชคดีว่าไปตรวจไข้หวัดใหญ่แล้วไม่เป็น (หมอว่าชัวร์ 90% นะ) ก็นอนพักดื่มน้ำเยอะๆ แล้วก็กินอาหารอ่อนๆ ไป

พอป่วยครั้งนี้ก็ทำให้ตัดสินใจได้ซะทีว่าต้องใส่ใจกับฤทธิ์ร้อนเย็นของอาหารอย่างจริงจังแล้ว จะปล่อยตัวตามความตะกละต่อไปคงไม่ได้แล้ว แม้จะออกกำลังกายเยอะจนกินแล้วก็ไม่ทันได้อ้วนเพราะเบิร์นออกหมด แต่ปัญหาคืออาการป่วยไข้มากกว่า

อาหารฤทธิ์เย็นที่ง่ายสุดเลยคือผักเขียวจัด สดหรือลวกกินกับน้ำพริกนี่แหละ เน้นเขียวๆ ยิ่งเขียวยิ่งเย็น ของทอดตุ๋นหมักดองนี่ต้องงดขาดเลยหลังออกกำลังกายทั้งวันนั้นและวันถัดไป จนกว่าจะมั่นใจว่าอาการร้อนๆ ในตัวไม่มีแน่นอนแล้วจึงค่อยกินแบบน้อยๆ

วิตามินก็เป็นอีกเรื่องที่เรียนรู้แล้วนำมาใช้แล้วเห็นผลพอสมควร คือร่างกายรู้สึกมีกำลัง กระปรี้กระเปร่ามากขึ้นจริงๆ เทียบกับช่วงที่ไม่ได้กิน เริ่มกินจริงจังช่วงที่เพิ่มคลาสสอน ไม่ได้กินทุกวัน แต่ก็เกือบๆ วันเว้นวัน หลักๆ ที่กินคือ

  • Berocca ซึ่งมีติดตัวเกือบตลอด ประกอบด้วยวิตามินบีรวม ซี แคลเซียม แมกนีเซียมและตัวอื่นๆ ที่เหมาะกับคนที่เสียเหงื่อเยอะ (ของกวางเสียเหงื่อวันละสอง-สามรอบ)
  • ฺB1,6,12 กินของยี่ห้อทั่วๆ ไปอยู่ แต่ถ้าหมดแล้วตั้งใจว่าจะซื้อ Alinamin Ex Plus มาลอง มีคนแนะนำว่าแป้งน้อยกว่ายี่ห้ออื่น วิตามินพวกนี้เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำซึ่งก็จะถูกขับออกไปพร้อมเหงื่อเวลาออกกำลังกายอยู่แล้ว จึงควรกินเสริมในกรณีที่เราต้องเสียเหงื่อเยอะๆ บ่อยๆ กวางเคยมีประสบการณ์ออกกำลังกายหลายรอบมากๆ (น่าจะสี่รอบในวันเดียว) แล้วไม่ได้กินเสริม ปรากฏว่าเหนื่อยมากแต่ตาค้างนอนไม่หลับซึ่งเคยเรียนมาว่าเป็นเพราะขาดวิตามินบี เรื่องนี้ไม่กล้าลองพิสูจน์อีกรอบ ขอกินกันไว้เลยดีกว่า แต่คราวหน้าถ้าพลาดลืมกินอีกเมื่อไหร่จะมาเล่าให้ฟัง
  • เครื่องดื่มเกลือแร่ อันนี้ไม่ถือเป็นวิตามิน แต่ก็ต้องกินในวันที่เสียเหงื่อมาก ไม่งั้นจะอ่อนเพลียง่าย กล้ามเนื้อไม่มีแรง อาจถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียน
  • แมกนีเซียม ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการนอนหลับ เหมาะกับคนเครียดง่าย อันนี้อาจารย์แนะนำให้กินตั้งแต่เด็กแล้วเพราะแกรู้ว่าตอนนั้นเครียดง่าย 555 ตอนนี้ก็ยังกินอยู่บ้างแม้จะไม่เครียดแล้ว เรียกว่ากินเพื่อความสบายใจ (ไม่จำเป็น)
  • น้ำมันตับปลา อันนี้กินตามมีตามเกิด ที่บ้านมีกระปุกใหญ่มาก ก็กินๆ มันเข้าไปก่อนที่จะหมดอายุ (ไม่จำเป็น)
  • ขมิ้นชัน อันนี้เริ่มนอกเรื่อง เพราะกินเพื่อสรรพคุณด้านความงามและการต่อต้านอนุมูลอิสระล้วนๆ ค่ะ (ไม่จำเป็นสุดๆ)

ฟังๆ ดูแล้วเหมือนสอนโยคะแล้วสุขภาพไม่เห็นดีเลยเนอะ 555 จริงๆ ก็ไม่ใช่แบบนั้นหรอกนะคะ แม้ว่ากวางจะป่วยบ่อยแถมบางครั้งค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นไข้หวัดใหญ่เพราะมีอาการระบมตามตัวด้วย แต่กวางก็นับว่าเป็นคนที่ฟื้นตัวได้ไวมากเหมือนกัน แถมตอนป่วยก็ไม่ได้นอนแบ๊บทั้งวัน กำลังวังชาถือว่ามีมากกว่าสมัยเด็กๆ เยอะ แค่มันจะลอยๆ มึนๆ และตัวร้อนเวลาป่วยเท่านั้นเอง

แล้วช่วงนี้ก็นับว่าเป็นช่วงที่ผิดปกติของชีวิตจริงๆ เกิดมาก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกันว่าขี้หนาวแล้วมันจะกลายเป็นขี้ร้อนได้ ก็เลยคิดว่าหยวนๆ น่ะ ดูๆ ร่างกายตัวเองไป ปรับๆ ไป กวางก็ไม่ได้ออกกำลังกายน้อยเมื่อไหร่ ถ้าเอาเต็มที่แบบใช้ร่างกายเต็มจริงๆ ก็ 10–13 ชม.ทุกสัปดาห์ (ปีนี้นะคะ) ถ้าปีถัดๆ ไปจะสอนเก่งขึ้น ข้อจำกัดด้านสถานที่และรูปแบบการสอนลดลง หรือเราปรับตัวได้ดีขึ้น กวางก็เชื่อว่าอาการป่วยก็คงบอกลากวางไปสักวันหนึ่งแน่ๆ ช่วงนี้ก็แค่ช่วงเปลี่ยนผ่านที่อาจจะดูน่ารำคาญใจหน่อยๆ แต่มันก็เป็นแค่บทเรียนเล็กๆ ที่เข้ามาสอนให้เราเติบโตขึ้น เหมือนที่ม๊าชอบสอนกวางว่าคนที่ไม่เคยเจอปัญหาคือคนที่ไม่เคยทำงาน ดังนั้นในฐานะที่เป็นคนทำงานหน้าที่กวางก็คืออยู่กับปัญหา และเรียนรู้ที่จะแก้มันไปเรื่อยๆ สนุกนะคะชีวิตเนี้ย

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Scroll to Top