พลังงานของสถานที่

วันก่อนได้ไปฝึกที่ชาลาของครูครั้งแรกในรอบสองสัปดาห์ ช่วงก่อนหน้านี้แม้จะมีวินัยในการฝึกเองอยู่ที่บ้าน แต่ก็ฝึกแบบไม่ค่อยเต็มเม็ดเต็มหน่วย มีความฟุ้งซ่านเยอะ อึดอัดทรมาน(ใจ) จนถึงขั้นฝึกไม่จบก็ยังมี วันนี้พอมีเวลาเลยรีบเข้ามารับพลังงานจากครู

เรื่องของพลังงานแม้จะเป็นเรื่องที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่คนที่เคยฝึกสมาธิมาบ้างน่าจะพอรู้ว่าของบางอย่างแม้มองไม่เห็น แต่สามารถสัมผัสและรับรู้ได้ทางความรู้สึก

ตั้งแต่ลมหายใจแรกบนเสื่อเช้านี้ จิตสัมผัสความนิ่งสงบเป็นสมาธิ มีความฟุ้งซ่านและอึดอัดบ้างในช่วงแรก แต่หลังจากนั้นความสงบผ่อนคลายก็เข้ามาแทนที่ แม้จะหายใจยาวและค้างท่านานแค่ไหนก็สามารถอยู่ได้ด้วยใจที่เบาสบาย สองอาทิตย์ที่ฟุ้งซ่านเสียมากมายเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

พอจิตเรามาจดจ่ออยู่ที่ร่างกาย การเข้าท่าแต่ละท่าก็ดูเหมือนจะลึกขึ้น เบาขึ้น แข็งแรงขึ้น พอฝึกจบรู้สึกเลยว่านี่คือการฝึกที่ดีที่สุดในรอบเดือนที่ผ่านมา รู้สึกอิ่มเอมมากๆ

ทั้งหมดทั้งมวลไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราคนเดียวแน่นอน

นี่เป็นเหตุผลนึงว่าทำไมเราควรจะพาตัวเองไปฝึกกับครูที่สตูดิโอหรือชาลาบ้าง ยิ่งช่วงไหนที่พลังงานเราไม่พอหรือรู้สึกอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ การได้ไปในสถานที่ๆ มีพลังงานดีๆ แบบนี้จะเป็นผลดีกับเรามาก

ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นที่สตูดิโอโยคะอย่างเดียว สถานที่บางแห่งก็สามารถมีพลังงานแบบนี้ได้เหมือนกัน กวางเองเคยไปสอนนอกสถานที่และตามบ้านคนรู้จักบ้าง บางที่แค่วินาทีแรกที่หลับตาก็รู้สึกได้เลยถึงความสงบที่ลึกซึ้ง พอสอบถามภายหลังก็พบว่าเจ้าของบ้านเดินจงกรมและนั่งสมาธิที่บริเวณนั้นเป็นประจำ (แล้วส่วนใหญ่วันนั้นมักจะสอนได้ดีเป็นพิเศษ)

พลังงานเหล่านี้มักจะเหลือร่องรอยเอาไว้ สัมผัสได้เป็นความสงบ เป็นความอ่อนโยน เป็นความสบายใจที่อิ่มเอมในความรู้สึก

เค้าถึงบอกกันว่าถ้าจะนั่งสมาธิก็ให้พยายามนั่งในที่เดิมๆ แม้แต่การฝึกโยคะก็สามารถใช้หลักการเดียวกันได้ พลังงานของการฝึกปฏิบัติซ้ำๆ จะได้ย้ำเป็นร่องรอยเอาไว้ เพื่อที่จะได้ช่วยเกื้อหนุนการฝึกปฏิบัติของเราต่อๆ ไป ลองดูกันนะคะ 🌿

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น

Scroll to Top