มาเริ่มเป็นผู้ฝึกโยคะมือใหม่ด้วยกันมั้ยคะ?

บทความนี้เขียนไว้เมื่อตอนช่วงที่เพิ่งหายป่วยจากการติดโควิดใหม่ๆ เมื่อ 2 ปีก่อน ช่วงนั้นกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรงทั้งตัว ฝึกโยคะแค่อยู่ในท่าคลานเอาแขนวางที่พื้นแขนก็สั่นงั่กๆๆๆ เป็นแบบนั้นอยู่ 3-4 เดือนได้กว่าที่อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายเป็นปกติ

โชคดีว่าตอนนั้นอาจารย์ที่เป็นหมอให้ความรู้ว่าการที่กล้ามเนื้อแขนขาเราอ่อนแรงนั้นเป็นเรื่องธรรมดานะ เพราะหลอดเลือดของเราถูกทำลายจากไวรัสและเกิดการอักเสบที่ประสาทส่วนปลาย จึงส่งผลกระทบต่อกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาในการค่อยๆ ฟื้นฟูระบบประสาทขึ้นมาใหม่

แล้วท่านก็แนะนำให้เราออกกำลังกายเบาๆ ให้เหงื่อออก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากๆ และทานวิตามินบี 1,6,12 เสริมบ้าง ซึ่งพอได้คำแนะนำมาก็ช่วยให้เราไม่กลัวหรือตกใจที่เราอ่อนแอลงขนาดนี้ และค่อยๆ วางใจในการที่จะกลับมาออกกำลังกายเพื่อฟื้นฟูตัวเอง

ซึ่งพอร่างกายเริ่มดีขึ้นนิดนึง ไม่ได้อยู่ในขั้นที่เรียกว่าอ่อนแรงมากๆ หรือเหนื่อยมากๆ แล้วเราก็เริ่มกลับมาฝึกโยคะ คือฝึกตั้งแต่ช่วงที่ยังไม่ค่อยมีแรงนั่นแหละ แต่ฝึกแค่เบาๆ เหนื่อยบ้างอะไรบ้างก็ฝึกไป เพื่อให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นจากที่นอนป่วยมาสักพักนึง (ประมาณ 1 เดือน)

แล้วช่วงนั้นก็เลยได้สัมผัสกับประสบการณ์ของการเป็นผู้ฝึกโยคะมือใหม่อีกครั้งนึง ซึ่งถือว่าพิเศษมากเพราะเหตุการณ์แบบนั้นคงไม่ได้เกิดกับเราบ่อยๆ ถึงจะหนักหนาเอาเรื่องแต่ก็คิดว่าเป็นประสบการณ์การค่อยๆ ฟื้นตัวที่ดีและมีประโยชน์กับตัวเอง

เพราะพอเราผ่านเหตุการณ์ลักษณะนี้ที่ล้มแล้วลุกอยู่เรื่อยๆ ทั้งในเรื่องงาน การใช้ชีวิต และการออกกำลังกาย มันทำให้เราค่อนข้างที่จะฟื้นตัวฟื้นใจได้ไว ไม่ติดอยู่กับอารมณ์ด้านลบนานเกินไป มีความใจสู้และฮึบๆ เก่งมากขึ้น (ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วก็เป็นคนชอบขี้เกียจคนนึง แต่ก็ไม่ชอบแพ้ใจตัวเอง) เลยอยากเอาประสบการณ์ในช่วงเวลานั้นมาแชร์เผื่อจะเป็นประโยชน์กับใครบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่งค่ะ


ตั้งแต่เริ่มฝึกโยคะมาครบ 10 ปีกับอีก 6 เดือน สภาวะที่วนกลับมาไม่รู้จบก็คือสภาวะของการกลับไปเป็นมือใหม่ เป็นมือใหม่ที่ต้องกลับไปทำท่าเดิมแล้วร้องโอ้ยอยู่คนเดียว มือใหม่ที่พอหายใจไปได้สักแปปนึงจิตใจมันก็เริ่มส่งออกนอกไปคิดเรื่องนู้นนี้ แล้วพอครบสามลมหายใจก็ค่อยนึกได้แล้วเปลี่ยนท่าทีนึง มือใหม่ที่ถ้าใครถามว่าทำท่าอะไรได้บ้าง ในใจแค่อยากจะตอบว่าตอนนี้แค่พาตัวเองลงเสื่อมาฝึกได้ก็เก่งแล้ว

สภาวะแบบนี้เป็นเรื่องสุดแสนธรรมดาในชีวิตกวาง

มานั่งย้อนดูตารางชีวิตก่อนช่วงที่จะป่วยโควิด ก็เห็นแพทเทิร์นอะไรหลายๆ อย่าง ช่วงนั้นเราโหมมาก โหมทั้งการออกกำลังกาย โหมทั้งการใช้ชีวิต ใส่พลังไปกับงาน ใส่พลังไปกับการแก้ปัญหาในทุกๆ อย่างที่ (หาเรื่อง) ไปรับมาเป็นงานของตัวเอง พอมีตารางก็อัดซะเต็มปรี่ เรียกว่าเห็นตารางว่างไม่ได้ มือมันคันอยากจะเติม อย่างตอนนี้แค่ตารางอันนึงถูกแคนเซิล ใจมันก็ไขว่คว้าคิดจะหางานอื่นมาเติมเพื่อที่วันนี้จะต้องมีสิ่งที่พูดได้ว่า “สำเร็จ” สักหนึ่งอย่าง

เห็นแล้วก็หน่ายตัวเอง

เมื่อสักเดือนก่อนแฟนกวางเริ่มทักว่าอยู่กับกวางแล้วเหนื่อย ไม่ได้มีปัญหาอะไรกันนะคะ แค่มันเหนื่อยจริงๆ เพราะตารางกวางจะแน่นเอี๊ยด แล้วก็แพลนทุกอย่างยันดีเทลสุดท้าย พอกวางมานั่งย้อนดูว่าเรากลายเป็นแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็คิดว่าคงจะเริ่มเป็นช่วงสร้างบ้านและสตูนี่ละค่ะ

เพราะช่วงนั้นเราอยู่หลายที่มากๆ แถมยังวิ่งทำงานทำกิจกรรมต่างๆ ไม่หยุด เราทำไปเพราะเราคิดว่าเรามีความสุข คิดว่าเป็นเรื่องที่เราควรทำและต้องทำให้ดี แต่ถึงจุดนึงธรรมชาติก็มาบอกเราว่า “พักเหอะ” เป็นบ้าอะไรมากมาย อยู่เฉยๆ นอนดูฟ้าสบายๆ แล้วปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปช้าๆ โดยที่ไม่ต้องจัดการบ้างก็ได้หรอก

จนตอนนี้มาถามก็ยังงงตัวเองเหมือนกันว่าทำไมเราไม่หยุด เพราะมันอยู่กับสภาวะนั้นมาจนเคยชิน แต่ ณ ตอนนี้ที่สถานการณ์ชีวิตมันเริ่มเปลี่ยน มันเริ่มมีความคลี่คลายบางอย่างเราก็ได้เห็นว่าอ้าว นิสัยที่เป็นอยู่ตอนนี้ใช้ไม่ได้แล้วนะ มันตึงเกินไป มันกำไว้แน่นมากเกินไป

สภาวะนี้มันคล้ายๆ กับตอนเป็นครูโยคะใหม่ๆ ตอนนั้นเรายังไม่รู้ว่าอะไรถูกอะไรควร เราก็จะไปทำอย่างที่สังคมเห็นว่าถูก สังคมบอกว่าดี

เมื่อก่อนเวลาคนรู้ว่าเราเป็นครูโยคะก็จะชอบมีคำถามแปลกๆ ว่ากวางทำท่านี้ได้มั้ย ทำท่านั้นได้มั้ย เมื่อก่อนที่เรายังไม่เข้าใจตัวเอง เราก็จะรู้สึกเขินอายที่จะพูดว่าทำไม่ได้ แล้วรู้สึกไปเองว่านี่เป็นสิ่งที่เราควรทำ ควรไปให้ถึง เป็นสิ่งที่ถูกที่ควร ที่สังคมเห็นพ้องว่าถูกต้อง (และเราที่ยังไม่รู้จักตัวเองตอนนั้นก็เลยคิดว่ามันคงถูกแหละ และทำตามๆ เค้าไป)

ก็เลยมีช่วงเวลาที่งงงวยของชีวิตที่ไปเล่นที่สตูนู้นทีสตูนี้ที เล่นนู้นนี้เพื่อจะพยายามทำท่ายาก แต่สุดท้ายถามว่าทำได้มั้ยก็คือทำไม่ได้ เพราะใจมันไม่เอา ที่คนอื่นเค้าชอบเค้าอยากได้แล้วเค้ากลับมาซ้อมมาฝึกฝนพัฒนา แต่ใจเรามันไม่เอาเลย ไม่ชอบ ไม่ได้อยากได้จริงๆ มันก็เลยไม่ฝึก ไม่ไปทางนั้น พอจะฝึกเราก็วนแต่จะกลับมาฝึกในแบบที่เราชอบ ที่ใจเรามันโอเค สุดท้ายท่ายากเลยไม่ได้พัฒนาสักที

แต่พอถึงจุดนึงมันก็เริ่มเข้าใจตัวเอง แล้วก็เข้าใจว่าสังคมมันเป็นยังไง คือแท้จริงแล้วในโลกนี้ไม่มีใครแคร์หรอกว่าเราจะเป็นยังไง เค้าก็แค่ถามเฉยๆ

อย่างถ้าเค้าถามว่าทำท่านี้ได้มั้ย ถ้าเราตอบไปง่ายๆ แค่ว่า “ทำไม่ได้ ไม่ได้ชอบฝึกแนวนี้” สังคมปกติเค้าก็แค่อ้อ โอเค เข้าใจและผ่านไป ไม่มีใครมานั่งสนใจเราจริงๆ หรอกว่าทำไมเราทำไม่ได้ ทำไมเราไม่ทำยังงู้นยังงี้

เพราะสุดท้ายทุกคนก็สนใจแต่เรื่องของตัวเอง ดังนั้นเราแค่สนใจและใส่ใจกับความต้องการของตัวเองแล้วใครถามก็แค่สื่อสารออกไป ไม่ต้องไปคิดเองว่าเค้าจะคิดยังไง อันนั้นเราแค่คิดมากไป ไม่มีใครสนใจเราหรอก

พอเราเข้าใจจุดนี้ด้วยใจตอนหลังกวางเลยมีความสุขขึ้น ฝึกโยคะได้อย่างมีความสุขและปล่อยวางมากขึ้น ฝึกแบบที่ตัวเองชอบ ที่ตัวเองเชื่อ โดยไม่ได้สนใจว่ากระแสสังคมจะไปในทิศทางไหน สำคัญคือเรารู้ว่าเราทำทำไมก็พอ

ดังนั้นกวางเลยมีความสุขเสมอเวลาที่เราได้กลับไปเป็นมือใหม่ เพราะเรายอมรับได้ว่ามันเป็นธรรมชาติ

บางช่วงเราก็บ้า โหมชีวิตมากมาย สุดท้ายเราก็หลุด โลกก็เหวี่ยงเราแรงๆ หนึ่งทีให้ได้สำนึก แล้วเราก็ได้วนกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ด้วยความตั้งใจแบบเดิมว่า เอาหละ รอบนี้จะไปแบบดีๆ แบบสมดุลแล้วน้า แต่เดี๋ยวเชื่อเถอะว่ามันก็จะมีเหตุการณ์บ้าๆ บางอย่างมากินเวลา กินพลัง กินชีวิตและจิตใจเรา แล้วเดี๋ยวเราก็หลุดใหม่ แล้วถึงเวลานั้นเราก็กลับมาเริ่มใหม่

มันก็คงวนเป็นแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ถ้าเรายอมรับมันได้ ถ้าเรามองเห็น มันก็ไม่เป็นปัญหาเลย

มันก็แค่ “เป็นเช่นนั้นเอง”

ปล. ปัจจุบันนี้หยุดเป็นแล้วพักเป็นแล้วนะคะ มันเป็นเรื่องที่ตลกดี แต่เรื่องที่คิดว่าง่ายอย่าง ‘การพัก’ ก็เป็นเรื่องที่ต้องฝึกอย่างจริงจังสำหรับคนที่แอคทีฟและจิตแล่นแบบกวาง ปัจจุบันให้คะแนนการพักตัวเอง 9 เต็ม 10 คือพักเก่งมากค่ะ 😌